บทที่4 มาตรฐานการสื่อสารข้อมูล
มาตรฐานการสื่อสารข้อมูล
ความหมายของโพรโทคอล
โพรโทคอล (Protocol) หมายถึง
กฎระเบียบที่ใช้กำหนดวิธีการติดต่อสื่อสารระหว่างอุปกรณ์คู่หนึ่ง
ซึ่งอาจจะเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์สื่อสารใด ๆ ผ่านระบบเครือข่าย
เนื่องจากอุปกรณ์เหล่านี้อาจใช้รหัสแทนข้อมูลแตกต่างกัน
และ/หรือมีกระบวนการทำงานแตกต่างกัน
จึงจำเป็นต้องมีตัวกลางหรือวิธีการที่ใช้ในการเปลี่ยนแปลงหรือทำให้ความแตก ต่างระหว่างอุปกรณ์หมดไป
ซึ่งจะทำให้สามารถสื่อสารระหว่างกันได้
โพรโทคอลจึงมีหน้าที่ในการกำหนดรายละเอียดกระบวนการทำงานของตัวกลางนี้ให้
เป็นมาตรฐานเดียวกัน
ชนิดของโพรโทคอล
1. NetBEUI (NetBIOS Extended User
Interface) เป็นโปรโตคอลที่เหมาะสำหรับระบบ เครือข่ายขนาดเล็ก
เนื่องจากโปรโตคอลนี้ใช้วิธีกระจายสัญญาณไปทั่วทั้งเครือข่ายไม่สามารถหา เส้นทาง (route)
ไปยังคอมพิวเตอร์ที่ร้องขอข้อมูลได้ ข้อดีของโปรโตคอลนี้คือ
การติดตั้งซอฟต์แวร์เครือข่ายไม่ยุ่งยากซับซ้อน
2. IPX/SPX (Internet Packet Exchange) เป็นโปรโตคอลที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อนำไปใช้กับระบบเครือข่ายของ Netware
โปรโตคอลนี้มีความสามารถในการหาเส้นทางได้ แต่ก็ไม่ดีเท่ากับ TCP/IP
ดังนั้นจึงเหมาะสำหรับเครือข่ายขนาดเล็กถึงระดับกลางเท่านั้น
ปัจจุบันNetwareได้พัฒนาความสามารถจนสามารถรองรับเครือข่ายขนาดใหญ่
และมีโปรโตคอลให้เลือกใช้หลากหลายขึ้น
3. TCP/IP (Transfer Control Protocol/
Internet Protocol) เป็นโปรโตคอลที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในเครือข่ายขนาดใหญ่และเครือ
ข่ายอินเทอร์เน็ต
เนื่องจากมีความสามารถในการค้นหาเส้นทางไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ร้องขอ ข้อมูล
จึงถูกใช้เป็นโปรโตคอลหลักใ น เ ค รือ ข่า ย อิน เ ท อ ร์เ น็ต ข้อ เ สีย ข อ
งโปรโตคอลนี้ คือ ต้องมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับโปรโตคอล TCP/IP การกำหนด IP Addressอีกทั้งจะต้องมีการปรับแต่งค่าต่าง
ๆ หลังจากการติดตั้งซอฟต์แวร์เครือข่าย
4.โพ รโทคอลจัดการระดับตัวอักษร
เป็นแบบที่เก่าแก่ที่สุดที่มีใช้งานบนเครื่อง เมนเฟรม
ซึ่งกำหนดให้หนึ่งตัวอักษรประกอบด้วยข้อมูลขนาด 8 บิต
แบบที่แพร่หลายที่สุดเรียกว่า แบบบีเอสซี (Binary Synchronous
Communication; BSC or BISYNC) ข้อมูลจะถูกส่งออกไปเป็นกลุ่มของตัวอักษรแบบ
Synchronous ในลักษณะกึ่งสองทิศทาง
ได้รับการพัฒนาขึ้นมาโดยบริษัทไอบีเอ็ม ในปี พ.ศ. 2510
และได้กลายเป็นมาตรฐานในการสื่อสารระหว่างเครื่องเมนเฟรมในยุดนั้น
แต่ก็ยังมีการใช้งานอยู่มากในปัจจุบัน
5. โพรโทคอลจัดการแบบนับจำนวนไบต์
โพรโทคอลจัดการแบบนับจำนวนไบต์ (Byte-Count-Oriented Protocols) ปรับปรุงประสิทธิภาพของโพรโทคอลจัดการระดับตัวอักษรที่ใช้ตัวอักษรพิเศษโดย
การเพิ่มข้อมูล จำนวนไบต์ของข้อมูลในบล็อก หมายเลขที่อยู่บนเครือข่าย
และตัวอักษรควบคุมบล็อกเข้าไปแทน
6.โพรโทคอลจัดการระดับบิต
โพรโทคอลจัดการระดับบิต (Bit-Oriented Protocols) เป็นแนวทางการทำงานที่รวมข้อมูลจริงและข้อมูลควบคุมเข้าด้วยกันเป็นโครง
สร้างเรียกว่าเฟรม (Frame) ซึ่งจะต้องกำหนดรายละเอียดไว้อย่างชัดเจนเพื่อให้สามารถดึงข้อมูลแต่ละส่วน
ออกไปใช้ได้อย่างถูกต้อง บริษัทและองค์กรต่าง ๆ ได้กำหนดโพรโทคอลประเภทนี้ขึ้นมาใช้งานอย่างแพร่หลาย
7.โพรโทคอลเอสเอ็นเอ รูปแบบโครงสร้างแบบเอสเอ็นเอ (System Network Architecture; SNA) เป็นหนึ่งในรูปแบบโครงสร้างระบบเครือข่ายวงกว้างสำหรับการสื่อสารระหว่าง
เครื่องเมนเฟรมกับเทอร์มินอลที่มีใช้งานมานานแล้ว บริษัทไอบีเอ็มได้พัฒนาระบบเอสเอ็นเอขึ้นมาใช้งานตั้งแต่
พ.ศ. 2517 โดยการกำหนดรายละเอียดวิธีการติดต่อสื่อสารระหว่างอุปกรณ์ทั้งหมด
เพื่อแก้ปัญหาในความแตกต่างของอุปกรณ์ในยุคนั้น
เนื่องจากบริษัทไอบีเอ็มเป็นเจ้าของระบบเอสเอ็นเอ
จึงเน้นการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับอุปกรณ์ที่ผลิตโดยบริษัทไอบีเอ็มเป็นหลัก
อย่างไรก็ตามมีบริษัทอื่นอีกเป็นจำนวนมากที่ได้นำระบบเครือข่ายนี้ไปใช้
อย่างแพร่หลายทำให้ระบบเครือข่ายเหล่านั้นสามารถติดต่อกับระบบเครือข่ายของ
ไอบีเอ็มและของผู้อื่นได้
ปัจจุบันระบบเอสเอ็นเอยังคงได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในขณะที่มีระบบ
เครือข่ายอื่นที่ดีเกิดขึ้นมากมาย
8.โพรโทคอล
H.323 การสื่อสารแบบแพ็กเกตสวิท (Packet
Switched Network) ใช้ โพรโทคอล H.323 สำหรับการส่งข้อมูลทุกชนิด
แบบเรียลไทม์ (Real-Time) การสื่อสารแบบนี้จะส่งข้อมูลจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งโดยแบ่งข้อมูลออก
เป็นส่วนเล็ก ๆ เรียกว่า แพ็กเกต เพื่อส่งไปยัง
เป้าหมายตามสายสื่อสารที่เร็วที่สุดโพรโทคอลนี้ได้รับการรับรองมาตรฐานโดย ITU
เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2539 ช่วยให้สามารถส่งข้อมูลเสียง
ภาพ หรือนำมาใช้ในการประชุมทางไกลอิเล็กทรอนิกส์ได้
9.โพรโทคอล X.25 คณะกรรมการ CCITT (Consultative Committee for International
Telegraph and Telephone) ได้พัฒนาโพรโทคอลมาตรฐานขึ้นมาเพื่อใช้ในการสื่อสารระหว่างประเทศ
ผ่านระบบเครือข่ายที่ใช้แพ็กเกตสวิทชิ่ง เรียกว่า โพรโทคอล X.25 ระบบเครือข่ายที่ใช้แพ็กเกตสวิตชิ่ง (Packet-switching Network or
Packet Distribution Network) จะแบ่งข้อมูลออกเป็นส่วนเล็ก ๆ คือ
แพ็กเกต เพื่อส่งออกทางสายสื่อสารความเร็วสูงไปยังผู้รับ
มาตรฐานการเชื่อต่อเครือข่ายภายในชนิดต่าง
ๆ
ใน
พ.ศ. 2521 องค์การ International Standards Organization (ISO) มีที่ตั้งอยู่ ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
ได้กำหนดรูปแบบโครงสร้างมาตรฐานสากลสำหรับการติดต่อสื่อสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ไว้เรียกว่า
Open System Interconnection (OSI) ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 7 ชั้นสื่อสาร
โดยตัวโครงสร้างเองได้เน้นความสำคัญของรูปแบบการติดต่อสื่อสารระหว่างระบบเปิดหรือ OS
กับระบบปิด จึงสามารถนำไปใช้อ้างอิงได้ในระดับสากลอย่างแท้จริง
แนวความคิดของการกำหนดมาตรฐานเป็นแบบชั้นสื่อสาร
คือ
1.ชั้นสื่อสารแต่ละชั้นถูกกำหนดขึ้นมาตามบทบาทที่แตกต่างกัน
2.ในแต่ละชั้นสื่อสารจะต้องทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายอย่างดีที่สุด
3.ในแต่ละชั้นสื่อสารต้องมีการกำหนดหน้าที่หรือฟังก์ชันขึ้นมาโดยใช้แนวความคิดในระดับสากลเป็นวัตถุประสงค์หลัก
4. ต้องมีการกำหนดขอบเขตความรับผิดชอบของแต่ละชั้นชื่อสารขึ้นมา
เพื่อจำกัดปริมาณการแลกเปลี่ยนข้อมูลและผลกระทบข้างเคียงระหว่างการติดต่อให้มีน้อยที่สุด
5.จำนวนของชั้นสื่อสารจะต้องมีมากพอที่แยกฟังก์ชันการทำงานที่แตกต่างกันให้อยู่คนละชั้นแต่จะต้องไม่มีมากเกินความจำเป็น
1.ชั้นสื่อสารกายภาพ
(Physical Layer)
ชั้นกายภาพเป็นชั้นระดับล่างสุดเกี่ยวข้องโดยตรงกับอุปกรณ์สื่อสารต่าง
ๆ ซึ่งทำหน้าที่ในการกำหนดวิธีควบคุมการรับและส่งข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์
โดย มีการรับส่งข้อมูลในลักษณะที่มีหน่วยเป็นบิต ได้แก่ การส่งบิต 0
จะแทนด้วยกระแสไฟฟ้ากี่โวลต์ และบิต 1 จะต้องใช้กี่โวลต์
2.ชั้นสื่อสารเชื่อมต่อข้อมูล
(Data Link Layer)
หน้าที่หลักของการเชื่อมต่อข้อมูล
คือ การรวบรวมข้อมูลชั้นกายภาพ ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล
แล้วส่งข้อมูลที่ปราศจากข้อผิดพลาดนี้ให้กับชั้นสื่อสารควบคุมเครือข่ายต่อไป
โครงสร้างข้อมูล คือจะมองเห็นข้อมูลว่าเป็นบิต 0 หรือ บิต 1 กลุ่มหรือชุดหนึ่งที่เรียงตามลำดับเรียกว่ากระแสบิต
เป็นหน้าที่ของโปรแกรมในชั้นเชื่อมต่อข้อมูลจะต้องทำการตรวจสอบความถูกต้อง
ปัญหาอื่น ๆ ที่ต้องจัดการ คือ การรักษาความสมดุลของการรับ-ส่งข้อมูล
3.ชั้นสื่อสารควบคุมเครือข่าย
(Network Layer)
มีหน้าที่รับผิดชอบในการควบคุมการติดต่อรับ-ส่งข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์
หรือที่เรียกว่าโหนตต่าง ๆ
ในระบบเครือข่ายให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ
การกำหนดเส้นทางเดินของข้อมูลจากโหนดผู้ส่งข้อมูลไปตามโหนดต่าง ๆ จนถึงโหนดผู้รับข้อมูลในที่สุด
โฮสต์ บางกลุ่มจะกำหนดเส้นทางเดินข้อมูล
การส่งผ่านข้อมูลในระบบเครือข่ายอาจมีการบันทึก ผู้ส่ง ผู้รับ
และปริมาณข้อมูลที่ไหลผ่านโฮสต์หรือเร้าเตอร์ เพื่อประโยชน์ทางด้านการคิดค่าบริการ
4. ชั้นสื่อสารจัดการนำส่งข้อมูล
(Transport Layer)
มีหน้าที่หลักในการรับข้อมูลมาจากชั้นควบคุมหน้าต่างสื่อสาร
อาจต้องแบ่งข้อมูลออกเป็นแพ็กเก็ตขนาดย่อย ๆ
โปรแกรมในชั้นนี้เป็นผู้กำหนดประเภทของการให้บริการต่าง ๆ
รวมไปถึงการอำนวยความสะดวกในการใช้ระบบเครือข่ายแบ่งออกเป็น
1. การให้บริการแบบจุดต่อจุด
2. การให้บริการข้อมูล
3. ป็นการส่งข้อมูลแบบกระจาย
5.ชั้นสื่อสารควบคุมหน้าต่างสื่อสาร
(Session Layer)
ควบคุมหน้าต่างสื่อสารเป็นตัวกำหนดวิธีการควบคุมการเชื่อมต่อระหว่างผู้รับข้อมูลและผู้ส่งข้อมูลหน้าที่สำคัญอย่างหนึ่ง
คือ บริหารการแลกเปลี่ยนข่าวสาร และหน้าที่อีกประการคือ แก้ปัญหาความล้มเหลวในการส่งข้อมูลขนาดใหญ่มากระหว่างโหนดต่าง
ๆ
6.ชั้นสื่อสารนำเสนอข้อมูล
(Presentation Layer)
ทำงานในระดับชั้นควบคุมต้น
ๆ จะทำให้มีความสนใจในประสิทธิภาพของการรับ – ส่งข้อมูล
7. ชั้นสื่อสารประยุกต์
(Application Layer)
ในปัจจุบันมีจอภาพเทอร์มินัล
อยู่หลายร้อยชนิดทั่วโลก แต่ส่วนใหญ่จะไม่สามารถใช้ทดแทนหรือใช้งานร่วมกันได้
การติดต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่คนละระบบเครือข่ายย่อยจึงไม่อาจสื่อสารกันได้โดยสมบูรณ์โพรโตคอลในการสื่อสารข้อมูลโพรโตคอล
คือ ข้อตกลงหรือข้อปฏิบัติในการสื่อสารรับ – ส่งข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ต่าง ๆ
ในเครือข่าย
8.โพรโตคอลบสแต็ก
เป็นชุดของโพรโตคอลในการติดต่อสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์ในเครือข่าย
โดยเป็นการแบ่งแยกการทำงานให้ชัดเจนตามขั้นตอนที่กำหนด
9.โพรโตคอลไอพีเอ็ก/เอสพีเอ็ก
เป็นการรวมสองโพรโตคอลเข้าด้วยกันโดยให้เป็นโพรโตคอล
ตัวหลักในการติดต่อสื่อสารในเครือข่ายที่ใช้ระบบปฏิบัติการเครือข่ายIPX เป็นโพรโตคอลที่เกิดจากการพัฒนาของบริษัทซีร็อกซ์
ใช้ในการรับส่งข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ที่อยู่เครือข่ายต่างกัน เมื่อโพรโตคอล
ส่งข้อมูลจะไม่มีการตรวจสอบความผิดพลาดในการส่งข้อมูลSPX เป็นโพรโตคอลที่ขยายความสามารถขิงโพรโตคอล
IPX เมื่อโพรโตคอล SPX ส่งข้อมูลมันจะเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์สองเครือข่ายและคอยตรวจสอบการส่งข้อมู
10. โพรโตคอลเน็ตบีอียูไอ
เป็นโพรโตคอลขนาดเล็กที่มีประสิทธิภาพสูงเนื่องจากตัวมันไม่ต้องการหน่วยความจำและพลังในการประมวลผลในการทำงานมาก
11. โพรโตคอลทีซีพี/ไอพี
เป็นโพรโตคอลที่นิยมใช้ในการติดต่อสื่อสารระหว่างเครือข่ายและเป็นโพรโตคอลหลักของเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
ต้นแบบของโพรโตคอล TCP/IP
ถูกพัฒนาขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1970
เพื่อใช้ในกิจการทางทหารของสหรัฐอเมริกา
การเชื่อมต่อระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
เครือข่ายแบบดาว
เป็นการเชื่อมต่อแบบฮับ
การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เข้าเป็นระบบเครือข่ายในลักษณะอาศัยหลักการที่ว่า
ในเครือข่ายหนึ่ง ๆ จะต้องมีศูนย์กลางของการทำการ
ข้อดี
1. มีความเป็นระเบียบ
2. มีความเป็นอิสระ
3. ง่ายต่อการควบคุมและตรวจสอบระบบ
ข้อเสีย
1. ใช้สายเคเบิลมาก
2. ขยายระบบได้ยาก
3.
ระบบต้องขึ้นอยู่กับศูนย์กลางเพียงแห่งเดียว
เครือข่ายแบบวงแหวน
เป็นการได้รับออกแบบโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงการมีศูนย์กลางของระบบเครือข่าย
ข้อดี
1.ใช้สายเคเบิลน้อย
2.
ขยายระบบได้ง่าย
ข้อเสีย
1. สถานีงานแต่ละสถานีงานไม่เป็นอิสระจากกัน
2. การควบคุมและตรวจสอบความผิดพลาดทำได้ยาก
3. การจัดโครงสร้างของระบบใหม่ทำได้ยาก
เครือข่ายแบบบัส
มีลักษณะพื้นฐานของการเชื่อมโยงสายเคเบิลแบบเดียวกับเครือข่ายแบบวงแหวน
เพื่อตัดปัญหาในการที่จะต้องเดินสายเคเบิลแบบเดียวกับเครือข่ายแบบวงแหวน
จึงได้ออกแบบระบบการเชื่อมโยงเครือข่ายแบบใหม่เป็นลักษณะแบบสายโซ่
ข้อดี
1.ใช้สายเคเบิลน้อย
2.
เพิ่มหรือลดจำนวนสถานีงานได้ง่าย
ข้อเสีย
1.ควบคุมและตรวจสอบความผิดพลาดได้ยาก
2. เกิดความเสียหายทั้งระบบได้ง่าย
เครือข่ายไร้สาย
ระบบเครือข่ายไร้สาย (Wireless LAN) ระบบเครือข่ายไร้สาย (Wireless LANs) เกิดขึ้นครั้งแรก
ในปี ค.ศ. 1971 บนเกาะฮาวาย โดยโปรเจกต์
ของนักศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาวาย ที่ชื่อว่า “ALOHNET” ขณะนั้นลักษณะการส่งข้อมูลเป็นแบบ
Bi-directional ส่งไป-กลับง่ายๆ ผ่านคลื่นวิทยุ สื่อสารกันระหว่างคอมพิวเตอร์
7 เครื่อง ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะ 4
เกาะโดยรอบ และมีศูนย์กลางการเชื่อมต่ออยู่ที่เกาะๆหนึ่ง ที่ชื่อว่า Oahu
ระบบเครือข่ายไร้สาย (WLAN = Wireless
Local Area Network) คือ ระบบการสื่อสารข้อมูลที่มีความคล่องตัวมาก
ซึ่งอาจจะนำมาใช้ทดแทนหรือเพิ่มต่อกับระบบเครือข่ายแลนใช้สายแบบดั้งเดิม
โดยใช้การส่งคลื่นความถี่วิทยุในย่านวิทยุ RF และ
คลื่นอินฟราเรด ในการรับและส่งข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง ผ่านอากาศ,
ทะลุกำแพง, เพดานหรือสิ่งก่อสร้างอื่นๆ
โดยปราศจากความต้องการของการเดินสาย นอกจากนั้นระบบเครือข่ายไร้สายก็ยังมีคุณสมบัติครอบคลุมทุกอย่างเหมือนกับระบบ
LAN แบบใช้สาย
ประโยชน์ของระบบเครือข่ายไร้สาย
1. mobility improves productivity & service มีความคล่องตัวสูง ดังนั้นไม่ว่าเราจะเคลื่อนที่ไปที่ไหน
หรือเคลื่อนย้ายคอมพิวเตอร์ไปตำแหน่งใด ก็ยังมีการเชื่อมต่อ กับเครือข่ายตลอดเวลา
ตราบใดที่ยังอยู่ในระยะการส่งข้อมูล
2. installation speed and simplicity สามารถติดตั้งได้ง่ายและรวดเร็ว
เพราะไม่ต้องเสียเวลาติดตั้งสายเคเบิล และไม่รกรุงรัง
3. installation flexibility สามารถขยายระบบเครือข่ายได้ง่าย
เพราะเพียงแค่มี พีซีการ์ดมาต่อเข้ากับโน๊ตบุ๊ค หรือพีซี
ก็เข้าสู่เครือข่ายได้ทันที
4. reduced cost- of-ownership ลดค่าใช้จ่ายโดยรวม
ที่ผู้ลงทุนต้องลงทุน ซึ่งมีราคาสูง เพราะในระยะยาวแล้ว
ระบบเครือข่ายไร้สายไม่จำเป็นต้องเสียค่าบำรุงรักษา และการขยายเครือข่ายก็ลงทุนน้อยกว่าเดิมหลายเท่า
เนื่องด้วยความง่ายในการติดตั้ง
5. scalability เครือข่ายไร้สายทำให้องค์กรสามารถปรับขนาดและความเหมาะสมได้ง่ายไม่ยุ่งยาก
เพราะสามารถโยกย้ายตำแหน่งการใช้งาน โดยเฉพาะระบบที่มีการเชื่อมระหว่างจุดต่อจุด
เช่น ระหว่างตึก
รูปแบบการเชื่อมต่อของระบบเครือข่ายไร้สาย
รูปภาพที่ 4.1 Peer-to-peer
( ad hoc mode )
2.1 Peer-to-peer ( ad hoc mode )
รูปแบบการเชื่อมต่อระบบแลนไร้สายแบบ Peer to Peer เป็นลักษณะ
การเชื่อมต่อแบบโครงข่ายโดยตรงระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ จำนวน 2 เครื่องหรือมากกว่านั้น เป็นการใช้งานร่วมกันของ wireless adapter
cards โดยไม่ได้มีการเชื่อมต่อกับเครือข่ายแบบใช้สายเลย
โดยที่เครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะมีความเท่าเทียมกัน
สามารถทำงานของตนเองได้และขอใช้บริการเครื่องอื่นได้
เหมาะสำหรับการนำมาใช้งานเพื่อจุดประสงค์ในด้านความรวดเร็วหรือติดตั้งได้โดยง่ายเมื่อไม่มีโครงสร้างพื้นฐานที่จะรองรับ
ยกตัวอย่างเช่น ในศูนย์ประชุม, หรือการประชุมที่จัดขึ้นนอกสถานที่
รูปภาพที่ 4.2
Client/server
2.2 Client/server (Infrastructure mode)
ระบบเครือข่ายไร้สายแบบ
Client / server หรือ Infrastructure mode เป็นลักษณะการรับส่งข้อมูลโดยอาศัย Access Point (AP) หรือเรียกว่า “Hot spot” ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมต่อระหว่างระบบเครือข่ายแบบใช้สายกับเครื่องคอมพิวเตอร์ลูกข่าย
(client) โดยจะกระจายสัญญาณคลื่นวิทยุเพื่อ
รับ-ส่งข้อมูลเป็นรัศมีโดยรอบ
รูปภาพที่ 4.3 Multiple
access points and roaming
2.3 Multiple access points and roaming
โดยทั่วไปแล้ว
การเชื่อมต่อสัญญาณระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ กับ Access Point ของเครือข่ายไร้สายจะอยู่ในรัศมีประมาณ 500 ฟุต
ภายในอาคาร และ 1000 ฟุต ภายนอกอาคาร
หากสถานที่ที่ติดตั้งมีขนาดกว้าง มากๆ เช่นคลังสินค้า บริเวณภายในมหาวิทยาลัย
สนามบิน
รูปภาพที่ 4.4 Use
of an Extension Point
2.4 Use of an Extension Point
กรณีที่โครงสร้างของสถานที่ติดตั้งเครือข่ายแบบไร้สายมีปัญหาผู้ออกแบบระบบอาจจะใช้
Extension Points ที่มีคุณสมบัติเหมือนกับ
Access Point แต่ไม่ต้องผูกติดไว้กับเครือข่ายไร้สาย
เป็นส่วนที่ใช้เพิ่มเติมในการรับส่งสัญญาณ
รูปภาพที่ 4.5 The
Use of Directional Antennas
2.5 The Use of Directional Antennas ระบบแลนไร้สายแบบนี้เป็นแบบใช้เสาอากาศในการรับส่งสัญญาณระหว่างอาคารที่อยู่ห่างกัน
โดยการติดตั้งเสาอากาศที่แต่ละอาคาร เพื่อส่งและรับสัญญาณระหว่างกัน





ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น