บทที่3 อุปกรณ์ในเครือข่ายคอมพิวเตอร์
อุปกรณ์ในเครือข่ายคอมพิวเตอร์
1.อุปกรณ์ที่ใช้ในระบบเครือข่าย
รูปภาพที่ 3.1 โมเด็ม
(Modem)
1.โมเด็ม (Modem)
โมเด็มเป็นฮาร์ดแวร์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณแอนะล็อกให้เป็นสัญญาณดิจิ
ตัล เมื่อข้อมูลถูกส่งมายังผู้รับละแปลงสัญญาณดิจิตัลให้เป็นแอนะล็อก
เมื่อต้องการส่งข้อมูลไปบนช่องสื่อสาร กระบวนการที่โมเด็มแปลงสัญญาณดิจิตัลให้เป็นสัญญาณแอนะล็อก
เรียกว่า มอดูเลชัน (Modulation) โมเด็มทำหน้าที่
มอดูเลเตอร์ (Modulator) กระบวนการที่โมเด็มแปลงสัญญาณแอนะล็อก
ให้เป็นสัญญาณแอนะล็อก ให้เป็นสัญญาณดิจิตัล เรียกว่า ดีมอดูเลชัน (Demodulation)
โมเด็มหน้าที่ ดีมอดูเลเตอร์ (Demodulator)โมเด็มที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันมี
2 ประเภทโมเด็กในปัจจุบันทำงานเป็นทั้งโมเด็มและ
เครื่องโทรสาร เราเรียกว่า Faxmodem
รูปภาพที่ 3.2 การ์ดเครือข่าย (Network
Adapter)
2.การ์ดเครือข่าย (Network
Adapter) หรือ การ์ด LAN
เป็นอุปกรณ์ทำหน้าที่สื่อสารระหว่างเครื่องต่างกันได้ไม่จำเป็นต้องเป็นรุ่น
หรือยี่ห้อเดียวกันแต่หากซื้อพร้อมๆกันก็แนะนำให้ซื้อรุ่นและยีห้อเดียวกัน
จะดีกว่าและควรเป็น การ์ดแบบ PCI เพราะสามารถส่งข้อมูลได้เร็วกว่าแบบ
ISAและเมนบอร์ดรุ่นใหม่ๆมักจะไม่มี Slot ISA ควรเป็นการ์ดที่มีความเร็วเป็น 100 Mbps
รูปภาพที่ 3.3 เกตเวย์ (Gateway)
3.เกตเวย์ (Gateway)
เกตเวย์
เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อีกอย่างหนึ่งที่ช่วยในการสื่อสารข้อมูล
คอมพิวเตอร์หน้าที่หลักคือช่วยให้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ 2 เครือข่ายหรือมากกว่า ซึ่งมีลักษณะไม่เหมือนกันสามารถติดต่อสื่อสารกันได้เหมือนเป็นเครือข่าย
เดียวกัน
รูปภาพที่
3.4 เราเตอร์
(Router)
4. เราเตอร์ (Router)
เราเตอร์เป็นอุปกรณ์ในระบบเครือข่ายที่ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมโยงให้เครือ
ข่ายที่มีขนาดหรือมาตรฐานในการส่งข้อมูลต่างกัน สามารถติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูล
ระหว่างกันได้
เราเตอร์จะทำงานอยู่ชั้น Network
หน้าที่ของเราเตอร์ก็คือ ปรับโปรโตคอล (Protocol) (โปรโตคอลเป็นมาตรฐานในการสื่อสารข้อมูล บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์) ที่ต่างกันให้สามารถสื่อสารกันได้
รูปภาพที่ 3.5 บริดจ์ (Bridge)
5.
บริดจ์ (Bridge)
บริดจ์มีลักษณะคล้ายเครื่องขยายสัญญาณ
บริดจ์จะทำงานอยู่ในชั้น Data Link บริดจ์ทำงานคล้ายเครื่องตรวจตำแหน่งของข้อมูล
โดยบริดจ์จะรับข้อมูล จากต้นทางและส่งให้กับปลายทาง
โดยที่บริดจ์จะไม่มีการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงใดๆแก่ข้อมูล
บริดจ์ทำให้การเชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายมีประสิทธิภาพลดการ
รูปภาพที่ 3.6 รีพีตเตอร์
(Repeater)
6. รีพีตเตอร์ (Repeater)
รีพีตเตอร์
เป็นเครื่องทบทวนสัญญาณข้อมูลในการส่งสัญญาณข้อมูลในระยะทางไกลๆสำหรับ
สัญญาณแอนะล็อกจะต้องมีการขยายสัญญาณข้อมูลที่เริ่มเบาบางลงเนื่องจากระยะทาง
และสำหรับสัญญาณดิจิตัลก็จะต้องมีการทบทวนสัญญาณเพื่อป้องกันการขาดหายของ
สัญญาณเนื่องจากการส่งระยะทางไกลๆเช่นกัน รีพีตเตอร์จะทำงานอยู่ในชั้น Physical
7.
สายสัญญาณ
เป็นสายสำหรับเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างๆในระบบเข้าด้วยกัน
หากเป็นระบบที่มีจำนวนเครื่องมากกว่า 2 เครื่องก็จะต้องต่อผ่านฮับอีกทีหนึ่ง
โดยสายสัญญาณสำหรับเชื่อมต่อเครื่องในระบบเครือข่าย จะมีอยู่ 2 ประเภท คือ
รูปภาพที่ 3.7 สายสัญญาณ
สาย Coax มีลักษณะเป็นสายกลม คล้ายสายโทรทัศน์ ส่วนมากจะเป็นสีดำสายชนิดนี้จะใช้กับการ์ด LAN ที่ใช้คอนเน็กเตอร์แบบ BNC สามารถส่งสัญญาณได้ไกลประมาณ 200 เมตร สายประเภทนี้จะต้องใช้ตัว T Connector สำหรับเชื่อมต่อสายสัญญาณกับการ์ด LAN ต่างๆในระบบ และต้องใช้ตัว Terminator ขนาด 50 โอห์ม สำหรับปิดหัวและท้ายของสาย
รูปภาพที่ 3.8 สาย UTP
สาย UTP (Unshied Twisted Pair) เป็นสายสำหรับการ์ด
LAN ที่ใช้คอนเน็กเตอร์แบบ RJ-45 สามารถส่งสัญญาณได้ไกลประมาณ
100 เมตร หากคุณใข้สายแบบนี้จะต้องเลือกประเภทของสายอีก
โดยทั่วไปนิยมใช้กัน 2 รุ่น คือ
CAT 3 กับ CAT5 ซึ่งแบบ CAT3 จะมีความเร็วในการส่งสัญญาณ10 Mbps และแบบ CAT
5 จะมีความเร็วในการส่งข้อมูลที่ 100 Mbps แนะนำว่าควรเลือกแบบ
CAT 5 เพื่อการอัพเกรดในภายหลังจะได้ไม่ต้องเดินสายใหม่
ในการใช้งานสายนี้ สาย 1 เส้นจะต้องใช้ตัว RJ - 45 Connector จำนวน 2 ตัว เพื่อเป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างสายสัญญาณจากการ์ด
LAN ไปยังฮับหรือเครื่องอื่น เช่นเดียวกับสายโทรศัพท์
ในกรณีเป็นการเชื่อมต่อเครื่อง 2 เครื่องสามารถใช้ต่อผ่านสายเพียงเส้นเดียได้แต่ถ้ามากกว่า
2 เครื่อง ก็จำเป็นต้องต่อผ่านฮับ
รูปภาพที่ 3.9 ฮับ (HUB)
8. ฮับ (HUB)
เป็นอุปกรณ์ช่วยกระจ่ายสัญญาณไปยังเครื่องต่างๆที่อยู่ในระบบ
หากเป็นระบบเครือข่ายที่มี 2 เครื่องก็ไม่จำเป็นต้องใช้ฮับสามารถใช้สายสัญญาณเชื่อมต่อ
ถึงกันได้โดยตรง แต่หากเป็นระบบที่มีมากกว่า 2 เครื่องจำเป็นต้องมีฮับเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวกลาง
ในการเลือกซื้อฮับควรเลือกฮับที่มีความเร็วเท่ากับความเร็ว ของการ์ด เช่น
การ์ดมีความเร็ว 100 Mbps ก็ควรเลือกใช้ฮับที่มีความเร็วเป็น
100 Mbps ด้วย
ควรเป็นฮับที่มีจำนวนพอร์ตสำหรับต่อสายที่เพียงพอกับ เครื่องใช้ในระบบ
หากจำนวนพอร์ตต่อสายไม่เพียงพอก็สามารถต่อพ่วงได้ แนะนำว่าควรเลือกซื้อฮับที่สามารถต่อพ่วงได้ เพื่อรองรับการขยายตัวในอนาคต
สื่อกลางในการสื่อสารข้อมูล
การสื่อสารทุกชนิดต้องอาศัยสื่อกลางในการส่งผ่านข้อมูลเพื่อนำข้อมูลไปยัง
จุดหมายปลายทาง เช่น
การคุยโทรศัพท์อาศัยสายโทรศัพท์เป็นสื่อกลางในการส่งสัญญาณคลื่นเสียงไปยัง ผู้รับ
เป็นต้น สำหรับการติดต่อสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์อาจใช้สายเชื่อมต่อผ่านอุปกรณ์
เชื่อมต่อหรืออาจใช้อุปกรณ์เชื่อมต่อแบบไร้สายเป็นสื่อกลางในการเชื่อมต่อก็ ได้
สื่อกลางในการสื่อสารมีความสำคัญเพราะเป็นปัจจัยหนึ่งที่กำหนดประสิทธิภาพใน
การสื่อสาร เช่น ความเร็วในการส่งข้อมูล
ปริมาณของข้อมูลที่สามารถนำไปได้ในหนึ่งหน่วยเวลา รวมถึงคุณภาพของการส่งข้อมูล
เราจะกล่าวถึงสื่อกลางในการสื่อสารทั้งในแบบใช้สายและแบบไร้สายดังนี้
4.3.1 สื่อกลางแบบใช้สาย
1) สายคู่บิดเกลียว (twisted
pair cable) สาย
นำสัญญาณแบบนี้แต่ละคู่สายที่เป็นสายทองแดงจะถูกพันบิดเป็นเกลียว
เพื่อลดการรบกวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากคู่สายข้างเคียงภายในสายเดียวกัน
หรือจากภายนอก ทำให้สามารถส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูง
สายคู่บิดเกลียวสามารถใช้ส่งข้อมูลจำนวนมากเป็นระยะทางไกลได้หลายกิโลเมตร
เนื่องจากราคาไม่แพงมาก ใช้ส่งข้อมูลได้ดี น้ำหนักเบา ง่ายต่อการติดตั้ง
จึงนิยมใช้งานอย่างกว้างขวาง
สายคู่บิดเกลียวมี 2 ชนิด คือ
- สายคู่บิดเกลียวแบบไม่ป้องกันสัญญาณรบกวน
หรือสายยูทีพี (Unshielded Twisted Pair :UTP) เป็น
สายใช้ในระบบโทรศัพท์ ต่อมาได้มีการรับปรุงคุณสมบัติให้ดีขึ้น
จนสามารถใช้กลบสัญญาณความถี่สูงได้ ทำให้ส่งข้อมูลได้ด้วยความเร็วสูงขึ้น
- สายคู่บิดเกลียวแบบป้องกันสัญญาณรบกวน
หรือสายเอสทีพี (Shielded Twisted Pair: STP) เป็น สายที่หุ้มด้วยตัวกั้นสัญญาณเพื่อป้องกันการรบกวนได้ดียิ่งขึ้น
สายเอสทีพีรองรับความถี่ของการส่งข้อมูลสูงกว่าสายยูทีพี แต่มีราคาแพงกว่า ในปัจจุบันการติดตั้ง สายสัญญาณภายในอาคารนิยมใช้สายยูทีพีเป็นหลัก
เพราะมีราคาถูกกว่าสายเอสทีพี และมีการพัฒนามาตรฐานให้มีคุณภาพสูงสามารถส่งข้อมูลความเร็วสูงได้ดีขึ้นในปัจจุบันการติดตั้ง
สายสัญญาณภายในอาคารนิยมใช้สายยูทีพีเป็นหลัก เพราะมีราคาถูกกว่าสายเอสทีพี
และมีการพัฒนามาตรฐานให้มีคุณภาพสูงสามารถส่งข้อมูลความเร็วสูงได้ดีขึ้น
หัวต่อสัญญาณ (Connectors)
การเชื่อมต่อสายนำสัญญาณแบบใช้สาย
กับอุปกรณ์เครือข่าย จะใช้หัวต่อสัญญาณแตกต่างกัน ตามสายนำสัญญาณที่ใช้ ดังนี้
รูปภาพที่ 3.10 หัวต่อแบบ RJ-45
1. หัวต่อแบบ RJ-45
หัวต่อ RJ-45 จะทำด้วยพลาสติกสีใส
มีลักษณะคล้ายกับหัวต่อโทรศัพท์ แต่มีขนาดใหญ่กว่า โดยจะมีแถบทองแดง 8 แถบ เพื่อต่อกับสายทั้ง 8 เส้น ของ สาย UTP
รูปภาพที่ 3.11
หัวต่อแบบ BNC
2. หัวต่อแบบ BNC
เป็นหัวต่อที่ใช้กับสายเคเบิล RG-58 ซึ่งใช้ในระบบ 10
BASE 2 โดยส่วนตรงกลางจะมีลักษณะเป็นเข็มโลหะ
และส่วนรอบนอกจะทำเป็นร่องบากเพื่อให้ยึดกับเขี้ยวของหัวต่ออุปกรณ์
เมื่อเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน นอกจากนี้ยังมีแบบ T-Connector ซึ่งใช้สำหรับการต่อพ่วงระหว่างเครื่องต่อเครื่อง
ในโครงสร้างการเชื่อมต่อแบบบัส
รูปภาพที่ 3.12 หัวต่อแบบ SC
3. หัวต่อแบบ SC
หัวต่อ SC เป็นหัวต่อที่ใช้กับสายเคเบิลใยแก้วนำแสง โดยสามารถใช้ได้ทั้งแบบ Single
Mode และ แบบ Multi-Mode แต่มีราคาค่อนข้างสูง จึงไม่ค่อยนิยมใช้มากนัก
รูปภาพที่ 3.13 หัวต่อแบบ ST
4. หัวต่อแบบ ST
หัวต่อแบบ ST เป็นหัวต่อที่ใช้กับสายเคเบิลใยแก้วนำแสงเช่นกัน
โดยเป็นแบบที่นิยมใช้กันแพร่หลายมากที่สุด โดยเฉพาะการใช้งานกับระบบเครือข่าย LAN เนื่องจากมีราคาถูกและถอดเปลี่ยนได้ง่าย













ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น